เครื่องตัดหญ้า เป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การดูแลสวนรอบบ้านรวดเร็วขึ้น ประหยัดทั้งเวลา ทั้งแรง และค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือ ใช้งานไปสักพักแล้วเริ่มมีอาการ สตาร์ทติดยาก เร่งไม่ขึ้น ดับกลางคัน หรือเก็บไว้นานแล้วไม่ยอมติดเลย
ปัญหาเหล่านี้มักไม่ได้เกิดจากเครื่องไม่ดี แต่เกิดจาก การดูแลหลังใช้งานที่ไม่ถูกต้อง เครื่องตัดหญ้า ต้องเจอทั้งฝุ่น เศษหญ้า ความชื้น และความร้อนทุกครั้งที่ใช้ หากใช้เสร็จแล้ววางเก็บทันที เศษหญ้าจะสะสม น้ำมันจะเสื่อม หัวเทียนจะสกปรก และชิ้นส่วนต่าง ๆ จะสึกหรอเร็วกว่าที่ควร
ในบทความนี้จะแนะนำว่า หลังใช้งานควรดูแลอะไรบ้าง เพื่อให้ เครื่องตัดหญ้า อยู่ในสภาพดี สตาร์ทติดง่าย และใช้งานได้นานโดยไม่ต้องพึ่งร้านซ่อมบ่อย ๆ ครับ
ทำไมต้องดูแล เครื่องตัดหญ้า หลังใช้งาน?
หลายคนคิดว่าใช้เสร็จแล้ววางเก็บได้เลย แต่จริง ๆ แล้วเครื่องตัดหญ้าต้องรับภาระหนักทุกครั้งที่ใช้ ทั้งหญ้ารก ดินชื้น ฝุ่น และเศษใบไม้
- เศษหญ้าที่สะสม บริเวณหัวตัด การ์ด และช่องระบายความร้อน หากปล่อยทิ้งไว้จะแห้งแข็ง กลายเป็นจุดอับชื้น และทำให้เกิดสนิมได้
- เครื่องยนต์น้ำมัน ต้องระวังเรื่องน้ำมันค้างเก่า ไส้กรองตัน และหัวเทียนสกปรก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สตาร์ทติดยาก แม้เครื่องจะยังไม่ได้พังก็ตาม
- เครื่องไฟฟ้าและไร้สาย ต้องดูแลเรื่องความชื้น สายไฟ และแบตเตอรี่ เพราะเศษหญ้าอุดตันหรือเก็บในที่ชื้นอาจทำให้เครื่องร้อนง่าย กำลังตก หรือแบตเสื่อมเร็ว
การดูแลหลังใช้งานจึงไม่ใช่เรื่องจุกจิก แต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้เครื่อง พร้อมใช้ทุกครั้ง และอยู่ได้นานขึ้น ครับ

ก่อนเริ่มดูแล ต้องทำให้เครื่องปลอดภัยก่อน
- เครื่องยนต์น้ำมัน ดับเครื่องให้สนิท รอให้เย็น แล้วจึงเริ่มทำความสะอาด หากต้องทำงานใกล้ใบมีด ให้ถอดสายหัวเทียนออกก่อน เพื่อป้องกันเครื่องสตาร์ทโดยไม่ตั้งใจ
- เครื่องไฟฟ้ามีสาย ถอดปลั๊กออกทุกครั้งก่อนทำความสะอาด
- เครื่องไร้สาย ถอดแบตเตอรี่ออกก่อนเสมอ แค่ปิดสวิตช์ไม่พอ เพราะมืออาจไปโดนปุ่มโดยไม่ตั้งใจได้
ทุกประเภท ใส่ถุงมือทุกครั้งที่ต้องจับบริเวณใบมีดหรือหัวเอ็น อย่าใช้มือเปล่าดึงเศษหญ้าที่ติดแน่น แม้เครื่องจะดับแล้วก็ตาม
10 ขั้นตอนดูแล เครื่องตัดหญ้า หลังใช้งาน
ขั้นตอนที่ 1 เคาะและปัดเศษหญ้าออก
ปัดเศษหญ้าออกจากหัวตัด การ์ด และก้านเครื่องทันทีหลังใช้งาน โดยเฉพาะเศษหญ้าเปียก เพราะพอแห้งจะแข็งติดและทำให้เกิดสนิมได้ หากใช้เครื่องสะพาย ให้เช็กบริเวณหัวเกียร์ปลายก้านด้วย เพราะมักมีหญ้าพันอยู่บ่อย
ขั้นตอนที่ 2 ทำความสะอาดใบมีดหรือหัวเอ็น
เช็ดคราบหญ้าและดินออก แล้วตรวจดูว่าใบมีดบิ่น งอ หรือทื่อหรือไม่ ใบมีดทื่อทำให้เครื่องทำงานหนักและตัดไม่ขาด ถ้าเริ่มทื่อควรลับคม ถ้าเสียหายมากให้เปลี่ยนใหม่ สำหรับหัวเอ็นให้ตรวจว่าเอ็นเหลือพอใช้และไม่แตกเปราะ
ขั้นตอนที่ 3 เช็ดตัวเครื่องให้แห้ง
เช็ดตัวเครื่อง ก้าน และมือจับด้วยผ้าแห้ง สำหรับเครื่องน้ำมันให้เช็กว่ามีน้ำมันรั่วหรือไม่ ส่วนเครื่องไฟฟ้าและไร้สายห้ามฉีดน้ำใส่ตัวเครื่องโดยตรง และหากเครื่องเปียกควรผึ่งให้แห้งก่อนเก็บทุกครั้ง
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจน็อตและจุดยึด
แรงสั่นสะเทือนระหว่างใช้งานทำให้น็อตคลายตัวได้ ให้ตรวจจุดสำคัญ เช่น น็อตยึดใบมีด การ์ด มือจับ และสายสะพาย หากหลวมให้ขันแน่นทันที โดยเฉพาะน็อตยึดใบมีดที่หากหลวมอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

ขั้นตอนที่ 5 ดูแลน้ำมันเชื้อเพลิง
น้ำมันเก่าที่ค้างในถังนานเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สตาร์ทติดยาก ควรปิดฝาถังให้แน่นและใช้น้ำมันสดทุกครั้ง สำหรับเครื่อง 2 จังหวะไม่ควรผสมน้ำมันทิ้งไว้มากเกินความจำเป็น
ขั้นตอนที่ 6 เช็กน้ำมันเครื่อง (เครื่อง 4 จังหวะ)
ตรวจระดับน้ำมันเครื่องและดูว่ามีรั่วซึมหรือไม่ น้ำมันเครื่องต่ำหรือสกปรกทำให้เครื่องร้อนและสึกหรอเร็ว และระวังอย่าเอียงเครื่องผิดทิศ เพราะน้ำมันเครื่องอาจไหลเข้าไส้กรองหรือห้องเผาไหม้ได้
ขั้นตอนที่ 7 ตรวจหัวเทียน
หากเครื่องสตาร์ทยาก เร่งสะดุด หรือดับง่าย หัวเทียนคือจุดแรกที่ควรตรวจ รักษาความสะอาดรอบ ๆ หัวเทียนและเปลี่ยนใหม่ตามระยะ เพราะหัวเทียนราคาไม่แพง แต่มีผลต่อการสตาร์ทโดยตรง
ขั้นตอนที่ 8 ดูแลไส้กรองอากาศ
ไส้กรองตันทำให้เครื่องเร่งไม่ขึ้น กินน้ำมันมากขึ้น และสตาร์ทยาก ให้ตรวจหลังใช้งานว่ามีฝุ่นเกาะมากหรือไม่ และทำความสะอาดตามประเภทของไส้กรอง อย่าใช้เครื่องโดยไม่มีไส้กรองเด็ดขาด
ขั้นตอนที่ 9 ดูแลแบตเตอรี่ (เครื่องไร้สาย)
ถอดแบตออกก่อนเก็บเครื่องทุกครั้ง เช็ดขั้วให้แห้งและสะอาด เก็บในที่แห้งและอากาศถ่ายเท ห้ามเก็บในที่ร้อนหรือชื้น และรอให้แบตเย็นก่อนชาร์จหลังใช้งานหนัก
ขั้นตอนที่ 10 เก็บ เครื่องตัดหญ้า ให้ถูกที่
เก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเท ไม่โดนฝนหรือแดด ยกเครื่องพ้นพื้นเพื่อป้องกันความชื้น และเก็บให้พ้นมือเด็ก เพราะใบมีดและหัวตัดยังเป็นอันตรายแม้เครื่องจะดับแล้ว
สิ่งที่ไม่ควรทำหลังใช้งาน เครื่องตัดหญ้า
- ฉีดน้ำแรง ๆ ใส่ตัวเครื่องโดยตรง น้ำที่เข้าไปในเครื่องยนต์ มอเตอร์ หรือจุดต่อไฟฟ้า อาจทำให้เกิดสนิม ไฟลัดวงจร หรือสตาร์ทยากในครั้งต่อไป ใช้ผ้าเช็ดจะปลอดภัยกว่า
- เก็บเครื่องทั้งที่ยังเปียกหรือมีเศษหญ้าติดอยู่ ความชื้นและเศษหญ้าที่หมักค้างจะทำให้เครื่องสกปรก มีกลิ่น และเกิดสนิมเร็วขึ้น
- ปล่อยน้ำมันเก่าค้างไว้โดยไม่จัดการ น้ำมันที่เสื่อมคุณภาพทำให้สตาร์ทยากและอุดตันระบบจ่ายน้ำมัน โดยเฉพาะเครื่องที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย
- ฝืนใช้ใบมีดที่บิ่น แตก หรือสั่นผิดปกติ นอกจากตัดได้ไม่ดีแล้ว ยังอาจทำให้เครื่องเสียหายและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้
- ดัดแปลงเครื่องเองโดยไม่มีความรู้ เช่น ถอดการ์ดบังใบมีด หรือเปลี่ยนหัวตัดที่ไม่เหมาะกับเครื่อง เพราะเพิ่มความเสี่ยงทั้งต่อเครื่องและผู้ใช้

ดูแลนิดเดียว แต่ช่วยให้ เครื่องตัดหญ้า ใช้งานได้นานขึ้น
หลายคนมักเริ่มสนใจดูแล เครื่องตัดหญ้า ก็ต่อเมื่อเครื่องเริ่มมีปัญหาแล้ว เช่น สตาร์ทไม่ติด เร่งไม่ขึ้น ควันเยอะ หรือเครื่องดับกลางคัน แต่จริง ๆ แล้วการดูแลที่ดีที่สุดคือการดูแลตั้งแต่เครื่องยังปกติ เพราะจะช่วยป้องกันปัญหาได้มากกว่าการแก้ตอนเสีย
การทำความสะอาดหลังใช้งาน เช็กน้ำมัน เช็กหัวตัด เช็กไส้กรอง เช็กหัวเทียน และเก็บเครื่องให้ถูกที่ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน แต่ส่งผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของเครื่องตัดหญ้า
เครื่องที่สะอาดและได้รับการดูแลดี มักสตาร์ทติดง่ายกว่า เดินเครื่องนิ่งกว่า ตัดหญ้าได้เต็มกำลังกว่า และทำให้ผู้ใช้มั่นใจมากกว่า เวลาจะหยิบมาใช้งานครั้งต่อไปก็ไม่ต้องลุ้นว่าเครื่องจะติดไหม หรือจะต้องเสียเวลาซ่อมก่อนตัดหญ้าหรือเปล่า
อย่ารอให้ เครื่องตัดหญ้า มีปัญหาก่อนค่อยดูแล เพราะเครื่องที่ดูแลสม่ำเสมอจะสตาร์ทติดง่าย ใช้งานลื่น และเสียยากกว่ามาก เครื่องตัดหญ้าจะฟิตหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลของเราครับ ใช้เสร็จ เช็กให้ครบ เก็บให้ถูกที่ เท่านี้พอ

Comments
Loading…